ยินดีต้อนรับเข้าสู่องค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ โทรศัพท์ 053-699543

ร้องเรียนร้องทุกข์ แจ้งเบาะแสการทุจริต

ปลัด

คิวอาร์ไลน์

facebook

การเกษตรประจำตำบลเวียงเหนือ

คู่มือประชาชน

ศูนย์ดำรงธรรม

ตรวจเช็คอีเมล์

ข่าวสารอาเซียน

ระบบจัดการบริหารเว็บไซต์

EGP

ศาลปกครอง

สถิติการเข้าชม เริ่มวันที่ 14/05/2562
วันนี้
29
เมื่อวานนี้
0
เดือนนี้
791
เดือนที่แล้ว
1,226
ปีนี้
7,714
ปีที่แล้ว
18,352
ทั้งหมด
40,252
ไอพี ของคุณ
18.207.133.27
ประวัติตำบลเวียงเหนือ ประกอบด้วย 4 หมู่บ้าน (ได้แก่หมู่ที่ 1 /2/ 5/ 8)

 

      บ้านเวียงเหนือ จากการสันนิษฐานจากโบราณสถานโบราณวัตถุ เดิมทีหมู่บ้านเวียงเหนือเป็นที่อยู่ของพวกลั๊วะมาก่อน ต่อมาในปี พ.ศ.1860 ได้มีชนชาติไทยใหญ่อพยพมาจากเมืองแสนหวี เมืองสีป้อ เมืองลายข้า เมืองนาย เมืองหมอกใหม่ เมืองรางเครือ ประเทศพม่านำโดยพะก่าซอ ได้มาตั้งหมู่บ้านขึ้นที่บ้านดอนและได้ขุดคูเมืองล้อมรอบหมู่บ้าน ดินที่ขุดขึ้นมาใช้ถมเป็นดินสูง สร้างประตูเมืองไว้ 2 ประตู ทางทิศใต้และทางทิศตะวันตก

      ต่อมา พ.ศ.1865 จุลศักราช 685 เจ้าครามผู้ครองนครเชียงใหม่ ขณะนั้นอายุได้ 65 พรรษา ได้ทราบข่าวพะก่าซอได้สร้างบ้านเมือง พระองค์จึงคิดจะยึดเอามาเป็นเมืองขึ้น จึงได้ส่งหน่วยสอดแนมมาดูว่าพอจะยึดเอาได้ไหม เมื่อหน่วยสอดแนมดูแล้วคิดว่าพอจะยึดได้จึงได้โปรดรายงานให้พระองค์ทราบ จึงคิดจะยกทัพมาแต่เป็นที่น่าเสียดายพระองค์เสจ็ดสวรรคตเสียก่อนในปี พ.ศ.1871

      ครั้งถึง พ.ศ.1890 พระเจ้าแสนภูติโอรสองค์ที่ 1 ของพระเจ้าคราม ซึ่งครองเมืองเชียงแสนอยู่ ได้ส่งพระเจ้ามหาชัยยกทัพมาเพื่อยึดเอาบ้านดอน การยกทัพมาในสมัยนั้นลำบากมากต้องผ่านป่าทึบและภูเข้าสลับซับซ้อนมากมายรวมทั้งต้องผจญกับไข่ป่า การเดินทัพของเจ้ามหาชัยได้นำช้างไปด้วย 3 เชือก เดินทางรอนแรมไปจนถึงที่แห่งหนึ่ง เหมาะที่จะพักผ่อนจึงได้หยุดพักแรม ตกดึกคืนนั้นหลังจากพระองค์บรรทมแล้วทรงสุบินเห็นข้าศึกมาล้อมจับพระองค์ และยังจับช้างของพระองค์ไป ครั้งรุ่งเช้าพระองค์จึงเล่าความฝันให้แก่บรรดาเสนาอำมาตย์ทั้งหลายฟังทุกท่านต่างรู้สึกไม่สบายใจคอยระมัดระวังภัยอยู่ตลอดเวลา ครั้งต่อมาไม่นานช้างเผือกในขบวนทัพเชือกหนึ่งได้ตายลงโดยไม่ทราบสาเหตุ พระองค์จึงรับสั่งให้เผาและเอากระดูกศรีษะช้างฝังไว้ใกล้ที่พักแรมแห่งนั้น ภายหลังได้ชื่อว่า “บวกหัวช้าง” ซึ่งอยู่ระหว่างเส้นทางสายอำเภอปาย เชียงใหม่ เมื่อช้างเผือกตายลงเจ้ามหาชัยจึงสั่งให้ยกทัพกลับไปเชียงใหม่ ในเวลาต่อมาพระองค์ก็ได้เสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ.1973

       พ.ศ.2054 จุลศักราช 873 พระเจ้ามหาชีวิต นามว่า “เจ้าศรีใจยา” ได้ยกทัพมาเพื่อตีเอาบ้านดอนอีกครั้งหนึ่ง โดยเดินทัพมาถึงที่เจ้ามหาชัยฝังศรีษะช้าง จึงสั่งให้หยุดพักทัพและได้ส่งกองสอดแนมเดินทางมาล่วงหน้าเพื่อหาทางที่จะตีเอาบ้านดอนให้ได้ เมื่อกองสอดแนมมาเห็นบ้านดอนมีประตู 2 ประตู คือประตูด้านทิศใต้และประตูด้านทิศตะวันตก และมีคูเมืองถึง 3 ด้าน อีกด้านหนึ่งติดแม่น้ำ จึงกลับไปรายงานเจ้ามหาชีวิตเพื่อทรงทราบ

       พอถึงวันแรม 14 ค่ำ เดือน 5 เจ้ามหาชีวิตจึงได้ยกทัพมาจนใกล้บ้านดอนมีวังน้ำแห่งหนึ่ง พระองค์จึงได้นำช้างเผือกลงอาบน้ำ และได้พูดกับช้างว่า พรุ่งนี้เจ้าจะมีชัยชนะ (วังน้ำแห่งนี้ต่อมาได้ชื่อว่า วังช้างเผือก) และจึงเคลื่อนทัพมาประชิดตัวเมืองตรงประตูด้านทิศตะวันตกในคืนนั้นพระองค์ทรงสุบินว่ามีเทพธิดามาห้อมล้อม และพระอินทร์ทรงอุ้มพระองค์ไปนอนบนยอดเขาและนำกลับมาในตอนเช้า เมื่อพระองค์ตื่นจากบรรทมจึงเล่าให้อำมาตย์ นับว่าเป็นลางสังหรณ์ว่าพระองค์จะตีบ้านดอนได้แน่

      รุ่งเช้าวันใหม่พระองค์ได้กรีฑายกทัพเข้าตีบ้านดอนสู้รบกับพม่า จนพม่าแตกหนีไปทางทิศตะวันตก และได้สู้รบกันที่ประตูเมืองพม่าพ่ายแพ้ไป ต่อมาชาวบ้านเรียกประตูด้านนี้ว่า “ประตูม่าน” ฝ่ายพระพะส่งกงน้องชายพะก่ากั่นนะมาทางทิศใต้ เจ้ามหาชีวิตไล่ทันสู่รบกันถูกเจ้ามหาชีวิตฆ่าตายที่นั้น ประตูด้านนี้ต่อมาเรียกว่า “ประตูดำ” และถนนสายนี้เรียกว่า “กองส่งกง” ฝ่ายพระก่ากั๋นนะจึงยอมแพ้แก่เจ้ามหาชีวิต

      เมื่อสิ้นสุดการสู้รบแล้ว พ.ศ.2054 จุลศักราช 873 เจ้ามหาชีวิตได้นำความไปกราบบังคมทูลพระราชบิดาคือพระเจ้าติโลกราช เรื่องการทำศึกกับพม่าที่บ้านดอน จึงได้รับพะราชทานนามใหม่ว่า “พระเจ้าชัยสงคราม” จากนั้นได้กลับมาบูรณะบ้านดอนให้ดียิ่งขึ้น มีการขุดคูเมืองให้ลึกลงไปอีกและเจาะประตูเมืองด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือ และให้ชื่อบ้านดอนว่า “บ้านเวียงใหม่” และได้บูรณะวัดขึ้นมาใหม่ให้ชื่อว่า “วัดศรีดอนชัย” โดยเอาชื่อของพระเจ้าศรีใจยาหรือพระเจ้าชัยสงครามบอกกับบ้านเป็นวัดศรีดอนชัย ส่วนที่อยู่ของพระองค์ได้สร้างใหม่แทนที่เดิมของพะก่ากั๋นนะเรียกกันว่า “หอเจ้าฟ้า” (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งสถานีอนามัยบ้านเวียงเหนือและศูนย์สภาตำบลเวียงเหนือ)

      ในปี พ.ศ.2070 เจ้าชัยสงครามได้เสด็จกลับไปเมืองพิงนครบุรี (เมืองเชียงใหม่) และได้รับสั่งให้เจ้าบุญเถลิงเป็นหัวหน้าปกครองดูแลบ้านเมืองแทน

      ในปี พ.ศ.2090 เจ้าชัยสงครามได้กลับมาอยู่ที่บ้านดอนอีกครั้งหนึ่ง ได้นำคนพื้นเมืองจากเชียงใหม่มาอยู่เป็นจำนวนมาก จนต้องขยายเวียงออกไปทางทิศใต้อีก ซึ่งเดิมเป็นป่าไม้สัก และในปีนี้เองเจ้าชัยสงครามได้เสด็จสวรรคต เมื่อจุลศักราช 909 รวมพระชนมายุได้ 64 พรรษา เจ้าสุนันทามเหสีเจ้าชัยสงคราม จึงได้ครองเมืองสืบต่อมา

      ครั้งต่อมา พ.ศ.2146 พระเจ้ากรุงอั่งวะเมืองพม่า ได้มีอำนาจขึ้นมาทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าชัยสงคราม จึงได้ยกทัพมาตีเอาแคว้นไทยใหญ่ได้เมืองนาย เมืองแสนหวี เมืองสีป้อ เมืองเชียงใหม่ และมาตีเอาเวียงใหม่อีกด้วย พระเจ้าอั่งวะสั่งให้ทหารเผาบ้านเมืองเวียงใหม่ทั้งวัดวาอารามเสียหายหมด บ้านดอนเวียงใหม่ จึงตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าอีกครั้งหนึ่ง เรื่องนี้ได้ทราบไปถึงสมเด็จพระนเรศวร พระองค์จึงยกทัพมาพร้อมด้วยพระเจ้าหริภุญชัยเจ้าเมืองเชียงใหม่เพื่อจะตีเอาเมืองอั่งวะและบ้านดอนเวียงใหม่ โดยได้เดินทัพมาทางเมืองหาง สมเด็จพระนเรศวรตั้งใจจะตีเมืองอั่งวะก่อน แล้วจะตีเอาบ้านดอนเวียงใหม่แต่พระองค์เกิดประชวรเสียก่อน และพระองค์ได้เสด็จสวรรคตที่เมืองหาง พ.ศ.2148 จุลศักราช 967 ส่วนพระเจ้ากรุงอั่งวะทราบข่าวว่าสมเด็จพระนเรศวรยกทัพมาตีเมืองอั่งวะ จึงรีบสละบ้านดอนเวียงใหม่กลับไปเมืองอั่งวะ

      พ.ศ.2198 จุลศักราช เจ้าแก้วเมืองมาราฃนัดดาของเจ้าชัยสงคราม ได้ครองบ้านดอนเวียงใหม่แทน พระองค์ได้โปรดให้สร้างวัด วิหาร โบสถ์ที่พม่าเผาทิ้งขึ้นมาใหม่จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2203 และจนถึงปัจจุบันบ้านดอนเวียงใหม่เรียกบ้านเวียงเหนือ ประกอบด้วย 4 หมู่บ้านด้วยกัน คือ หมู่ที่ 1 ได้แก่บ้านโป่ง หมู่ที่2 ได้แก่บ้านใหม่ หมู่ที่ 5 ได้แก่บ้านโฮ่ง และหมู่ที่ 8 ได้แก่หมู่บ้านศรีดอนชัย

 

ประวัติหมู่ที่ 1 บ้านโป่ง

 

ต่อมาในปี พ.ศ.2431 ได้มีการบูรณะวัดโป่ง เนื่องจากเป็นวัดร้างมาก่อนและมีพระสงฆ์มาจำพรรษาอยู่ที่วัดโป่งรูปแรก คือ พระอิ่งต๊ะ  ซึ่งวัดโป่งเป็นที่พึ่งทางจิตใจและเป็นที่ศรัทราของชาวบ้าน เป็นศูนย์รวมในการพบปะของชาวบ้าน และในปี พ.ศ. 2496 ได้มีเหตุการณ์สำคัญ คือ เกิดน้ำหลากครั้งใหญ่ ทำให้แม่น้ำปายเปลี่ยนเส้นทางการไหล ทำให้บ้านโป่งได้ดินแดนของบ้านแม่ของ ตำบลแม่นาเติงมาบางส่วน ต่อมาหมู่บ้านมีจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการแบ่งและแยกหมู่บ้าน บ้านโป่งหมู่ที่ 1 ออกจากบ้านศรีดอนชัยหมู่ที่ 8 ในปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2523 (เนื่องจากกำนันในสมัยนั้นอาศัยอยู่บริเวณบ้านโป่ง จึงทำให้บ้านโป่งได้เป็นหมู่ที่ 1 แทนที่จะเป็นหมู่ที่ 8) ต่อมาในปี พ.ศ.2544 รัฐได้มีนโยบายจัดตั้งโครงการกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพและป้องกันหนี้นอกระบบ นอกจากนั้นในปีนี้รัฐก็ได้มีนโยบายจัดตั้งกอนทุนพัฒนาบทบาทสตรี โดยมีการส่งเสริมอาชีพให้กับเครือข่ายสตรีในชุมชน ในปี พ.ศ.2552 ได้มีการรวบรวมกันจัดตั้งกลุ่มอาชีพแม่บ้านขนมงาพรสวรรค์ โดยมีกรมจัดหางานจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้ลงมาสนับสนุนจักอบรมให้ความรู้ในการแปรรูปงาและสนับสนุนงบประมาณในการเริ่มแรก ต่อมาในปี พ.ศ.2553 รัฐบาลมีนโยบายส่งส่งเสริมสนับสนุนการจัดสวัสดิการให้กัประชาชนเพื่อให้เกิดความเอื้ออาทรของชุมชนและเกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ทางด้านการเมืองการปกครอง ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านในปัจจุบัน คือ นางพรทิพย์ ชัยกุล

 

ประวัติหมู่ที่ 2 บ้านใหม่

 

พ.ศ.2465  รัฐมีนโยบายให้มีการจัดตั้งโรงเรียนชุมชน โดยมีหน่วยงานรัฐและแกนนำชุมชนร่วมกันจัดตั้งโรงเรียน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษา ในปี พ.ศ.2509  ได้มีไฟฟ้าแบบระบบปั่นเข้าถึงในชุมชนโดยปั่นมาจากบ้านป่าขาม ทำให้การดำเนินชีวิตของคนในชุมชนปรับเปลี่ยนจากการดำเนินชีวิตแบบวิธีดั้งเดิม ต่อมา พ.ศ.2530  มีน้ำประปาภูเขาใช้ในชุมชน ชาวบ้านมีน้ำสะอาดใช้ในการอุปโภคและบริโภค พ.ศ.2538 เกิดความยากจน รัฐบาลได้มีการจัดตั้งโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน กข.คจ. ทำให้เกิดกลุ่มโคขุน ที่สร้างรายได้ให้กับสมาชิกในชุมชน  ต่อมาได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชน ในปี พ.ศ.2541  เพื่อให้เป็นศูนย์รวมของผู้สูงอายุในการทำกิจกรรมร่วมกัน ต่อมาในปี พ.ศ.2544 รัฐได้มีนโยบายจัดตั้งโครงการกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพและป้องกันหนี้นอกระบบ นอกจากนั้นในปีนี้รัฐก็ได้มีนโยบายจัดตั้งกอนทุนพัฒนาบทบาทสตรี โดยมีการส่งเสริมอาชีพให้กับเครือข่ายสตรีในชุมชน พ.ศ.2555 ได้มีการบูรณะซุ้มประตูเมือง เพื่อจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ พ.ศ.2556 รัฐบาลให้เงินแก่ประชาชนเพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อหมู่บ้าน โดยผ่านโครงการ SME ทำให้เกิดอาคารร้านค้าชุมชนขึ้นมาเพื่อให้มีรายได้หมุนเวียนในหมู่บ้าน(ซึ่งในปี พ.ศ. 2559 ได้มีการปรับปรุงเป็นอาคารศูนย์ข่าวสารข้อมูลของชุมชน) ต่อมา พ.ศ.2557 ได้มีการแบ่งเขตแดนในการดูแลรับผิดชอบกับหมู่ที่ 8 เนื่องจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 อาศัยอยู่ในเขตหมู่ที่ 2 หลังจากได้รับตำแหน่งจึงได้มีการแบ่งเขตการปกครองทำให้หมู่ที่ 2 สูญเสียดินแดนการปกครอง หลังจากนั้น พ.ศ.2559 รัฐเกิดนโยบายโครงการประชารัฐ ทำให้เกิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โดยมีโรงเรือนเพาะปลูก เช่น การเพาะเห็ดนางฟ้า เป็นต้น ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ และมีเงินทุนหมุนเวียง

ทางด้านการเมืองการปกครอง ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านในปัจจุบัน คือ นายประวิญ หลักดี

 

ประวัติหมู่ที่ 3 บ้านตาลเจ็ดต้น

 

บ้านตาลเจ็ดต้นตั้งขึ้นหลังจากบ้านเวียงเหนือ แต่เดิมตั้งอยู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำปาย เนื่องจากฤดูน้ำหลากมักจะถูกแม่น้ำปายท่วม กัดเซาะตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำปายเสียหาย ชาวบ้านจึงย้ายที่อยู่ใหม่ คือย้ายไปอยู่ทางทิศตะวันออก ห่างจากที่เดิมประมาณ 300 เมตร เป็นที่ราบเชิงเขาอยู่สูงกว่าเดิม ส่วนที่อยู่เดิมนั้นชาวบ้านใช้เป็นที่ทำกิน เมื่อปี พ.ศ.2507

ชื่อของบ้านตาลเจ็ดต้น ตั้งตามชื่อต้นตาลที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณหมู่บ้าน ซึ่งมีด้วยกัน 7 ต้น ปัจจุบันเหลือเพียงต้นตาล 1 ต้นเท่านั้นที่ปลูกไว้เป็นอนุสรณ์ สาเหตุที่ต้นตาลถูกโค่นล้มไปหมดนั้น เนื่องจากบ้านตาลเจ็ดต้นเป็นบ้านที่เก่าแก่ มีวัตถุโบราณมากคงฝังไว้ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ดังลายแทงว่า “ตาลเจ็ดต้น ตันต้นใดขุดต้นนั้น” พวกที่หาสมบัติหลายพวกที่ยังผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาหาของโบราณจึงพากันโค่นล้มต้นตาลจนหมดไม่เหลือ มีพวกสุดท้ายที่มาขุดเขาขุดใต้ต้นพุทรา จึงได้สมบัติวัตถุโบราณไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งชาวบ้านสมัยก่อนไม่เห็นคุณค่าของที่เป็นวัตถุโบราณดังกล่าวจึงปล่อยให้ขุดเอาไป( ในปี พ.ศ.2550 ได้มีการปลูกต้นตาลเพิ่ม 10 ต้นเพื่อเป็นการอนุรักษ์ต้นตาลไว้)

ในปี พ.ศ.2520 ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มาสร้างโรงเรียนให้กับชุมชนบ้านตาลเจ็ดต้น โดยมีแกนนำหมู่บ้านและนักศึกษามหาวิทยาลับเชียงใหม่ลงมือร่วมกันสร้างโรงเรียน(หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2542 โรงเรียนจึงถูกยุบรวมเข้ากับโรงเรียนบ้านเวียงเหนือในปัจจุบัน) หลังจากนั้นประมาณปี พ.ศ.2530-พ.ศ.2531 ได้มีไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการประปาเข้าถึงบ้านเรือนของชาวบ้านในชุมชุน ต่อมามีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำปายในปี พ.ศ.2534 เพื่อความปลอดภัยในการข้ามสะพานที่ชาวบ้านสร้างกันเองซึ่งในสมัยนั้นจะเป็นสะพานไม้ที่ไม่แข็งแรง

พ.ศ.2541 เส้นทางถนนเข้าหมู่บ้านมีความยากลำบากจากถนนลูกรัง จึงได้มีการสร้างถนนคอนกรีตภายในหมู่บ้าน ต่อมาได้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ พ.ศ.2548 ทำให้พื้นที่ทำการเกษตรที่อยู่ริมตลื่งเกิดความเสียหายจากการพังทลายของหน้าดิน

ในปี พ.ศ. ทางหน่วงงานรัฐได้ให้การสนับสนุนร่วมกันจัดตั้งศูนย์การศึกษานอกระบบให้กับชาวบ้านที่ขาดโอกาสทางการศึกษา

ทางด้านการเมืองการปกครอง ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกำนันในปัจจุบัน คือ นายสำเริง ตังกุลา

 

ประวัติหมู่ที่ 5 บ้านโฮ่ง

 

            ในปี พ.ศ.2497 ได้เกิดภัยทางธรรมฃาติน้ำหลากครั้งใหญ่ทำให้เสียพื้นที่การปกครองหมู่บ้านบริเวณสนามบินปัจจุบัน(ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ปกครองของตำบลเวียงใต้) ซึ่งเกิดจากการที่แม่น้ำปายเปลี่ยนสายขยับเข้าใกล้หมู่ที่ 5 มากขึ้น และต่อมาปี พ.ศ.2506 เกิดน้ำหลากครั้งใหญ่อีกครั้งทำให้ชาวบ้านอพยพหนีน้ำขึ้นมาปลูกที่อยู่อาศัยบริเวณคูเมืองซึ่งก็คือหมู่ที่ 5 บ้านโฮ่งในปัจจุบัน

            พ.ศ.2522 ความเจริญเริ่มเข้ามาในชุมชน ทำให้เริ่มมีรถคันแรกในชุมชนและเริ่มมีคนนิยมซื้อรถเพื่อความสะดวกในการเดินทาง ต่อมาในปี พ.ศ.2524 ได้มีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้บริการเข้าถึงไฟฟ้าในหมู่บ้าน และใน พ.ศ.2542 มีน้ำประปาภูเขาเข้าถึงบ้านเรือนในชุมชนทำให้ชาวบ้านมีน้ำที่สะดาดใช้ในการอุปโภคและบริโภค

            พ.ศ.2544 รัฐบาลมีนโนบายในการจัดตั้งโครงการกองทุนหมู่บ้านและกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนประกอบอาชีพ และเป็นการส่งเสริมรายได้ในกับคนในชุมชน ในปีเดียวกันนั้นสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทได้สร้างสะพานคอนกรีตข้ามแม่น้ำปาย เนื่องจากสะพานเดิมเป็นไม้ที่ไม่แข็งแรงทำให้การเดินทางข้ามค่อนข้างอันตราย จึงสร้างสะพานเพื่อที่ชาวบ้านจะได้มีความปลอดภัยในการเดินทาง

ทางด้านการเมืองการปกครอง ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านในปัจจุบัน คือ นายไตรรัตน์ อินต๊ะสาร

 

ประวัติหมู่ที่ 8 บ้านศรีดอนชัย

 

ระหว่างปี พ.ศ.2508-พ.ศ.2518 ความเจริญเริ่มเข้ามาในชุมชน เริ่มมีรถจักรยานยนต์ และรถยนต์เข้ามาและเริ่มมีความนิยมเพิ่มมากขึ้น ต่อมาในปี พ.ศ.2520 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ให้บริการเข้าถึงไฟฟ้าในหมู่บ้าน

ต่อมาหมู่บ้านมีจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการแบ่งและแยกหมู่บ้าน บ้านโป่งหมู่ที่ 1 ออกจากบ้านศรีดอนชัยหมู่ที่ 8 ในปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2523 (เนื่องจากกำนันในสมัยนั้นอาศัยอยู่บริเวณบ้านโป่ง จึงทำให้บ้านโป่งได้เป็นหมู่ที่ 1 แทนที่จะเป็นหมู่ที่ 8)

ในปี พ.ศ.2530 รัฐบาลมีนโยบายจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โดยเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนและส่งเสริมพัฒนาศักยภาพสตรี ต่อมาชุมชนเริ่มเป็นที่รู้จักและในปี พ.ศ.2532 เริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวและพักอาศัย และเริ่มมีนายทุนมาทำการซื้อขายที่ดิน ทำให้วิถีชีวิตของคนในชุมชนเปลี่ยนไป  ทำให้ปีพ.ศ.2538 ได้มีการสร้างถนนคอนกรีตภายในหมู่บ้าน เนื่องจากเส้นทางถนนเข้าหมู่บ้านมีความยากลำบากจากถนนลูกรัง

ในช่วงประมาณปี พ.ศ.2544-พ.ศ.2553 รัฐบานได้มีนโยบายต่างๆออกมามากมาย ทำให้ชาวบ้านมีอาชีพและรายได้ เช่น โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน เป็นต้น

ต่อมาในปี พ.ศ.2555 ได้มีการบูรณะวัดศรีดอนชัยและประตูเมือง เนื่องจากมีความเก่าและทรุดโทรม จึงบูรณะเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองเก่าด้วย

ปัจจุบันทางชุมชนได้มีการจัดตั้งโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ โดยมีการส่งเสริมและการอนุรักษ์ปลูกป่า และดูแลป่าชุมชนและฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ทำให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้

ทางด้านการเมืองการปกครอง ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านในปัจจุบัน คือ นายวรวิทย์ ศรีพันธุ์

 

ประวัติหมู่ที่ 4 บ้านเมืองน้อย

 

บ้านเมืองน้อย ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลเวียงเหนือ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่เดิมพื้นที่แห่งนี้และบริเวณใกล้เคียงซึ่งมีลำน้ำปายไหลผ่านโดยมีลำห้วยหลายสายไหลมารวมกัน ซึ่งได้แก่ ลำห้วยกิ่วหน่อ ห้วยโป่ง ห้วยผา ห้วยน้อย ห้วยเฮี้ย ห้วยงู ห้วยหก ไหลมาบรรจบลำน้ำปายที่สำคัญพื้นที่บริเวณนี้ และพื้นที่บริเวณใกล้เคียงปรากฏโบราณสถานและโบราณวัตถุ เช่น วัดร้าง พระธาตุและพระพุทธรูป โบราณวัตถุที่สำคัญยังปรากฏอยู่คือ พระธาตุเมืองน้อย ซึ่งตั้งอยู่กลางทุ่งนามีบริเวณกว้างประมาณ 2 ไร่ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ห่างจากบ้านเมืองน้อยประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งสันนิษฐานกันว่าแต่เดิมเป็นชุมชนเก่าของชาวละว้า หรือลั๊วะ คาดว่าพระธาตุและพระพุทธรูปมีอายุประมาณ 700 - 1000 ปี แต่เดิมประมาณในปี พ.ศ.2456 ได้มีชาวไทยใหญ่ซึ่งอพยพมาจากเมืองเชียงตอง ประเทศพม่า ได้เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่หมูบ้านกองลม อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ได้ประมาณ 3 ปี จึงได้เดินทางอพยพมาตั้งบ้านที่บ้านมะขามป้อม ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำปาย โดยห่างจากหมู่บ้านเมืองน้อยประมาณ 400 เมตร ผู้นำในสมัยนั้นกล่าวกันว่าชื่อ นายกั่นนะ นายหม่องปุ้น และนายปู่แสง เป็นหัวหน้าอพยพ โดยไม่ทราบสาเหตุของการอพยพ

หลังจากนั้นไม่นานในปี พ.ศ.2468 ได้มีชาวกระเหรี่ยงจำนวนหนึ่งได้ทยอยอพยพจากอำเภอเชียงดาว และอำเภอแม่แตง อำเภอปาย อำเภอปางมะผ้า และอำเภอแม่แจ่ม ได้อพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านกิ่วหน่อ บ้านห้วยงู และหมู่บ้านเมืองน้อย

ปรากฏในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณ พ.ศ.2485 ชาวบ้านได้อพยพหนีทหารจากหมู่บ้านออกไปตั้งหมู่บ้านใหม่ ณ ห้วยน้อย อยู่ได้ประมาณ 3 ปี จึงได้กลับมาอยู่ยังหมู่บ้านตามเดิม ซึ่งตรงกับปี พ.ศ.2491 ในช่วงนั้นเองชาวบ้านมะขามป้อม ได้อพยพเช้ามาตั้งหมู่บ้านที่เรียกกันว่าบ้านมะเขือคัน โดยมีนายสุชาติปู่ไหม เป็นผู้นำในปี้ พ.ศ. 2496 โดยนายสุขว่าควรเห็นว่าควรรวมหมู่บ้านทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน จึงรวมบ้านชุมชนทางด้านฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเข้าด้วยกันและตั้งชื่อว่า บ้านเมืองน้อย แต่เดิมชื่อนี้ก็ใช้เรียกตามโบราณสถานและโบราณวัตถุตามหลักฐานที่ปรากฏ

พ.ศ.2509 มีการจัดตั้งโรงเรียนโดยได้รับความอุปถัมป์จากสมเด็จย่า เนื่องจากชุมชนอยู่ห่างไกลตัวอำเภอทำให้มีเด็กขาดโอกาสในการศึกษา ต่อมาปี พ.ศ.2525 ได้มีการสร้างวัดบ้านเมืองน้อยขึ้นมาใหม่แทนวัดกุงจองที่พังไปจากพายุพัด อีกสามปีต่อมาปี พ.ศ.2528 เกิดน้ำหลากครั้งใหญ่ทำให้สะพานที่นักโบราณสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการเดินทางข้ามแม่น้ำพังลง จนชาวบ้านได้ร่วมมือกันสร้างสะพานไม้ขึ้นใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม

ต่อมาในปี พ.ศ.2568 ทางองค์การบริหารส่วนตำบลได้มีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเมืองน้อย ณ บริเวณโรงเรียนบ้านเมืองน้อย ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2542 – พ.ศ.2546 รัฐบาลได้มีนโยบายจัดตั้งโครงการต่างๆ เฃ่น กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานทหารที่เข้ามาส่งเสริมอาชีพให้กับแม่บ้าน ทำให้เกิดอาชีพและรายได้จากการทำขนมและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ขนมดอกจอก ทองม้วน กล้วยฉาบ น้ำยาล้างจาน และการทำสบู่

พ.ศ.2548 มีหน่วยงานพัฒนาชุมชนมีงบประมาณในการส่งเสริมอาชีพให้กับชุมชนบ้านเมืองน้อย โดยมีการจัดตั้งกลุ่มทอผ้าบ้านเมืองน้อย(การทอผ้าแบบชุดกระเหรี่ยง)

ต่อมาในปี พ.ศ.2550 ได้มีการรวมกลุ่มจัดตั้งกลุ่มธรรมมะจาริกบ้านเมืองน้อย โดยมีพระสงฆ์เป็นแกนนำ เพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชนมีประพฤติดีและมีความเมตตาช่วยเหลือกัน

ทางด้านการเมืองการปกครอง ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน คือ นายหม่องปุ้น ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกของชุมชนบ้านเมืองน้อย ซึ่งต่อมาก็มีผู้ใหญ่บ้านหลายคนดังนี้ นายธัมมะ นายต๊อเต๊ะ นายค่าออแง นายเกอหน่า จ่ากุ๊ นายสุข ปู่ไหม (พ.ศ.2533 – 2535) นายส่าจี พะซู (พ.ศ.2535 - 2540) ปัจจุบันผู้ใหญ่บ้านคือ นายสมพร งามจริยธรรม

 


 
28 พฤษภาคม 2562